โครงการธนาคารโค-กระบือ

ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ กรมปศุสัตว์

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

“….ธนาคารโคและกระบือ ก็คือ การรวบรวมโคและกระบือโดยมีบัญชีควบคุม ดูแล รักษา แจกจ่าย ให้ยืมเพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเพิ่มปริมาณโคและกระบือตามหลักการของธนาคาร ธนาคารโคและกระบือเป็นเรื่องใหม่ของโลกที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เพราะปัจจุบันมีความคิดแต่จะใช้เครื่องกลไก เป็นเครื่องทุนแรงในกิจการเกษตรแต่เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้น ความก้าวหน้าในการใช้เครื่องกลไกเสียไป จำเป็นต้องหันมาพึ่งแรงงานจากสัตว์ที่เคยใช้อยู่ก่อน เมื่อหันกลับมาปรากฏว่ามีปัญหามาก เพราะชาวนาไม่มีเงินซื้อโคและกระบือมาเลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน

ธนาคารโคและกระบือ พอจะอนุโลมใช้ได้เหมือนธนาคารที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน เพราะโดยความหมายทั่วไป ธนาคารก็ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสิ่งมีค่ามีประโยชน์การตั้งธนาคารโคและกระบือก็มิใช่ว่าตั้งโรงขึ้นมาเก็บโคหรือกระบือ เพียงแต่มีศูนย์กลางขึ้นมา เช่น อาจจัดให้กรมปศุสัตว์เป็นศูนย์รวม ใครจะสมทบธนาคารโคและกระบือ ก็ไม่จำเป็นต้องนำโคและกระบือไปมอบให้ อาจบริจาคในรูปของเงิน….”

ประวัติความเป็นมา

ด้วยในการเสด็จพระราชดำเนินออกตรวจเยี่ยมราษฎร เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2522 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบว่ามีราษฎรผู้ยากจนในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ จำนวนมาก ต้องเช่าโค-กระบือไว้ใช้แรงงานในราคาแพงมาก และบางครั้งเมื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแล้วก็แทบไม่เหลืออะไรเลย เพราะเงินที่ได้ต้องจ่ายเป็นค่าเช่าโค-กระบือเกือบหมด จึงทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้งธนาคารโค-กระบือขึ้นในปี 2552 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนได้มีโอกาสมีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานเป็นของตนเอง โดยการเช่าหรือเช่าซื้อหรือวิธีการอื่นใด ในราคาที่ถูกจากส่วนราชการ องค์กร หรือเอกชน ฯลฯ

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้นำกระบือของกรมปศุสัตว์จำนวน 280 ตัว ไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริในท้องที่อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ในขณะนั้น) เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2522 โดยการให้เช่าซื้อและผ่อนส่งใช้ให้กรมภายใน 3 ปี และกรมปศุสัตว์ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการดังกล่าวได้

ข่าวโครงการ “ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ” ได้แพร่หลายออกไปในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และสื่อมวลชนอื่นๆ จึงได้มีผู้มีจิตศรัทธาติดต่อขอบริจาคโค-กระบือให้แก่กรมปศุสัตว์ เพื่อนำไปใช้ในโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ทั้งหมด โดยได้พระราชทานทั้งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตลอดจนโค-กระบือที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล ให้แก่กรมปศุสัตว์เพื่อนำไปดำเนินการธนาคารโค-กระบือฯ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะพระราชทานความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ยากจน ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ในด้านการซื้อหาโค-กระบือ ได้มีโอกาสใช้โค-กระบือที่พระราชทานนี้ ไปใช้เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และมีความร่มเย็นผาสุขในการดำรงชีพตลอดไป

อนึ่ง สำหรับชื่อของธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ นี้ทางกรมปศุสัตว์ได้ใช้ชื่อย่อว่า “ธคก” และใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า“Royal Cattle-Buffalo Bank for Farmers”

วัตถุประสงค์

          วัตถุประสงค์ที่สำคัญของ ธคก. คือ เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศได้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

การบริหารโครงการ ธคก.

ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการจำนวน 31 ราย มีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานและหัวหน้าฝ่ายโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นเลขานุการ โดยมีระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พ.ศ.2556 เป็นแนวทางปฏิบัติ

การให้บริการ (5 วิธี)

การให้บริการ มี 5 วิธี

1.) การให้ยืมเพื่อการผลิต

การให้เกษตรกรผู้ยากจนยืมแม่โคหรือแม่กระบือของ ธคก. โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อลูกโคหรือลูกกระบือตัวแรก อายุครบ 18 เดือน ให้ส่งลูกโคหรือลูกกระบือนั้นคืน ธคก. ส่วนลูกโคหรือลูกกระบือตัวต่อไปเป็นของเกษตรกรและเมื่อยืมแม่โคหรือแม่กระบือครบ 5 ปี ให้ยกแม่โคหรือแม่กระบือดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกรผู้ยืม แต่หากเกษตรกรผู้ยืม ยืมแม่โคหรือแม่กระบือไป 3 ปีแล้ว ไม่มีลูกโคหรือลูกกระบือตัวแรกคืน ธคก.จะนำแม่โคหรือแม่กระบือดังกล่าวคืน เพื่อไปให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นยืมต่อไป (เว้นแต่จะตรวจพบว่าแม่โคหรือแม่กระบือมีปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ ธคก.จะเปลี่ยนแม่โคหรือแม่กระบือให้)

2.) การให้เช่าซื้อ

กรณีที่เกษตรกรต้องการเป็นเจ้าของโค-กระบือของ ธคก. จะพิจารณาให้เช่าซื้อโคหรือกระบือของ ธคก. โดยเกษตรกรจะต้องชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา ดังนี้

– โคเนื้อหรือกระบือ ให้ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลา 3 ปี กำหนดการผ่อนชำระในปีที่ 1 ร้อยละ 40 ของราคาโค-กระบือ ปีที่ 2 ร้อยละ 30 ของราคาโค-กระบือ และราคาที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้น ในปีที่ 3 โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

      – สำหรับแม่โค จะพิจารณาให้เช่าซื้อ โดยให้ชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี กำหนดผ่อนชำระเงินร้อยละ 20 ของราคาโคนมในแต่ละปีโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

3.) การให้ยืมพ่อพันธุ์โค-กระบือ

ในหมู่บ้านที่มีแม่พันธุ์โค-กระบือ ของ ธคก. ไม่ต่ำกว่า 50 ตัว เพื่อให้บริการพ่อพันธุ์แก่แม่โค-กระบือ ของ ธคก. ภายในหมู่บ้านนั้นๆ

4.) การให้เช่าเพื่อใช้แรงงาน

กรณีที่เกษตรกรไม่มีโค-กระบือ ไว้ใช้งานของตนเอง แต่ไม่ต้องการซื้อสามารถเช่าโค-กระบือ เพื่อใช้แรงงาน โดยเสียค่าเช่าโค-กระบือ ตัวละ 300 บาทต่อปี

5.) การให้บริการอื่นๆ

ที่นอกเหนือจาก ข้อ 1-4 ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาจากปศุสัตว์จังหวัดและได้รับอนุมัติจาก ธคก. เพื่อให้บริการเป็นกรณีพิเศษเป็นกรณีไป

คุณสมบัติของเกษตรกร

    ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ได้กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะรับบริการ ตามรายละเอียดดังนี้

1. เป็นเกษตรกรมีสัญชาติไทย อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

2. มีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน หรือเลี้ยงสัตว์

3. มีความประพฤติดี และยินดีให้ความร่วมมือกับทางราชการ

4. ยังไม่เคยได้รับโคหรือกระบือจากโครงการอื่นๆมาก่อน

5. มีความเหมาะสมและสามารถที่จะดูแลเลี้ยงดูโค-กระบือได้

6. มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ จปฐ.1 (ฉบับที่เป็นปัจจุบัน) หรือได้รับการรับรองจากคณะกรรมการหมู่บ้านหรือคณะกรรมการชุมชนนั้นๆ ว่าสมควรได้รับความช่วยเหลือ

เกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจะต้องทำสัญญากับกรมปศุสัตว์ และจะต้องมีผู้ค้ำประกัน และสัญญาจะตกทอดแก่ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ทำสัญญาถึงแก่กรรม

การขอรับบริการ

ให้เกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการกรอกแบบแสดงความจำนงโดยมีผู้รับรองในพื้นที่ประกอบด้วย ประธานองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน พร้อมแนบการรับรองรายได้ของกรมการพัฒนาชุมชน ยื่นต่อปศุสัตว์จังหวัด และให้ปศุสัตว์จังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการ จำนวน 3 ราย เพื่อตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติ และเสนอสำนักงานปศุสัตว์เขตพิจารณากลั่นกรอง และเสนอ ธคก. เพื่อพิจารณาช่วยเหลือต่อไป

แนวทางการดำเนินโครงการ

1.) เพื่อสนองพระราชดำริ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท โดยสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง และเกษตรผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งโค-กระบือถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งต่อการประกอบอาชีพการเกษตรของเกษตรกร

2.) สนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเน้นให้เกิดชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีส่วนในการกำกับดูแลกันเองในชุมชนนั้นๆ เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน และเกิดความยั่งยืน

3.) สนับสนุนและส่งเสริมการใช้แรงงานจากโค-กระบือและการใช้ปุ๋ยคอก ซึ่งได้จากมูลโค-กระบือ


ที่มา:http://royal.dld.go.th

ใส่ความเห็น