ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทย นักแล่นใบยกย่อง พระหทัยสุดแกร่ง

ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทย นักแล่นใบยกย่อง พระหทัยสุดแกร่ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถด้านกีฬาอย่างแท้จริง พระองค์ทรงฉายแววพระอัจฉริยภาพทางกีฬาหลายประเภท ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เริ่มเมื่อครั้งประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเล่นสกี ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นตอนมีพระชนมายุ 8 พรรษา

ต่อมายังทรงกีฬาอื่นๆอีกหลายชนิด เช่น สกีน้ำ ว่ายน้ำ เรือกรรเชียง เรือพาย แบดมินตัน ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เครื่องร่อน เป็นต้น กีฬาที่ทรงโปรด ส่วนใหญ่เป็นกีฬาที่ไม่ได้ใช้พละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้รอบตัว เทคนิคไหวพริบ และความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ทราบกันเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยกีฬาเรือใบเป็นพิเศษ นอกจากพระอัจฉริยภาพในการต่อเรือใบด้วยพระองค์เอง ซึ่งเรือใบฝีพระหัตถ์ลำแรกที่ทรงต่อเป็นเรือประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ พระราชทานชื่อเรือว่า “ราชประแตน” ทรงต่อเรือโอเคลำแรกชื่อ “นวฤกษ์”

ทั้งยังทรงออกแบบเรือใบขึ้นอีกประเภทหนึ่ง พระราชทานชื่อว่า เรือมด ซึ่งได้ทรงจดลิขสิทธิ์ที่ประเทศอังกฤษ เป็นประเภท INTERNATIONAL MOTH CLASS ต่อมาทรงพัฒนาเรือแบบมดขึ้นมาใหม่ โดยได้พระราชทานชื่อว่าเรือใบ “ซูเปอร์มด” และเรือใบ “ไมโครมด” ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มนักแล่นใบ

พระองค์ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพในการแข่งขันเรือใบอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ลงแข่งขันเรือใบในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ เมื่อปี พ.ศ.2510 จนได้รับชัยชนะเหรียญทองร่วมกับสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ในเรือใบประเภทโอเค และมีการมอบเหรียญรางวัล ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ซึ่งวันนั้นได้กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ วงการกีฬาของประเทศไทย

ถูกกำหนดให้เป็นวันกีฬาแห่งชาติ มาจนถึงปัจจุบัน

ไม่เพียงแค่นั้น ประวัติศาสตร์วงการกีฬาไทยยังต้องจารึกไว้ด้วยว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเรือใบ ฝีพระหัตถ์ประเภทโอเค ขนาด 13 ฟุต ชื่อ “เวคา” จากวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปยังฐานของนาวิกโยธิน ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีระยะทาง 60 ไมล์ทะเล เพียงลำพังพระองค์เดียว โดยจำกัดเรือตามเสด็จฯแค่ 3 ลำเท่านั้นคือ เรือของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เรือของพระ องค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช และเรือของพลเรือโท สนอง นิสาลักษณ์

ทรงใช้เวลาในการแล่นใบรวม 17 ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธิน ทรงนำเรือข้ามอ่าวไทยและเสด็จฯนำธงราชนาวิกโยธินมาปักไว้เหนือยอดก้อนหินที่ชายหาดของอ่าวเตยงาม ในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ท่ามกลางข้าราชการทหาร และครอบครัวนาวิกโยธิน ตลอดจนพสกนิกร ชาวไทยที่รอรับเสด็จ

พระองค์ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นจารึกว่า ณ ที่นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพไทย ได้ทรงเรือใบขนาด 13 ฟุต ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากหัวหิน มาถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 เริ่มเวลา 08.28 ถึงเวลา 21.28

ทั้งนี้ เป็นพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ กองทัพเรือได้ขอพระราชทาน พระมหากรุณาให้ทรงลงพระปรมา ภิไธยไว้เป็นสิริมงคล และเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่กองทัพเรือสืบไป

ต่อมาในปีเดียวกัน ได้พระราชทานหางเสือเรือพระที่นั่งเวคาที่ทรงแล่นใบข้ามอ่าวไทย เพื่อเป็นรางวัลนิรันดรแก่ผู้ชนะเลิศในการแข่งขันเรือใบข้ามอ่าวไทยประจำปี ของสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์มาจนถึงปัจจุบัน

พระปรีชาสามารถในครั้งนั้น สร้างความประทับใจให้บุคคลในวงการกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงเรือใบเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง พลเรือตรี สุนันท์ มนธาตุผลิน นักกีฬาเรือใบอาวุโสของทีมราชนาวี ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเมื่อครั้งพระองค์ทรงเข้าร่วมในการแข่งขันเรือใบประเพณี ของสโมสรจิตรลดาและสโมสรราชนาวี ช่วงปี 2526-2533 ที่พระราชวังไกลกังวล กล่าวว่า การที่พระองค์ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทย นับเป็นพระอัจ-ฉริยภาพอย่างแท้จริง นำความประทับใจมาสู่ชาวเรือใบอย่างไม่รู้ลืม

“ถ้าจะถามถึงความประทับใจต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ก็คงเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยจากวังไกล-กังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปยังฐานของนาวิกโยธิน ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพราะเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก น้อยคนนักที่จะทำได้ หรือหากจะพูดกันตามจริง ไม่มีใครทำได้อย่างที่พระองค์ท่านทำก็ว่าได้ แน่นอนว่าผมคนหนึ่งล่ะ แม้จะเป็นนักกีฬาเรือใบมา แต่ก็ทำอย่างพระองค์ท่านไม่ได้”

พลเรือตรีสุนันท์ ในวัย 82 ปี ซึ่งคลุกคลีและผูกพันกับกีฬาเรือใบมาตลอดชีวิต เคยทั้งแล่นเรือใบ เป็นกรรมการตัดสิน และได้ทำงานอยู่ในสมาคมกีฬาเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์มาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า ความยากที่ว่า นอกจากเรื่องของลมฟ้าอากาศที่แปรปรวนในอ่าวไทยอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความแน่นอนใดๆ ต้องมีพระปรีชาสามารถอย่างสูงในการบังคับเรือแล้ว การที่พระองค์ทรงต่อเรือใบด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง แล้วใช้ในการแล่นใบข้ามอ่าวไทยก็เป็นอีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพ

“ในส่วนของระยะเวลาที่อยู่ในอ่าวไทยนานร่วม 17 ชั่วโมง ถือเป็นพระปรีชาสามารถที่พวกเราชาวกีฬาและชาวเรือใบจะต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ” พลเรือตรีสุนันท์กล่าว

ขณะที่ “แบม” นางสาวกมลวรรณ จันทร์ยิ้ม วัย 20 ปี ที่ผ่านการเข้าร่วมเรือใบประเภทเลเซอร์เรเดียล หญิง ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่นครริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า จากประสบการณ์ของตนในการเล่นกีฬาเรือใบมาหลายปี หากต้องแล่นเรือข้ามอ่าวไทยอย่างที่พระองค์ท่านทำ ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยมากๆ

“ตอนที่แบมแล่นเรือใบย้อนรอยพระยุคลบาท จากสัตหีบไปหัวหิน ออกจากฝั่ง 6 โมงเช้า ลมไม่ค่อยมี กว่าจะถึงหัวหิน 3 ทุ่มกว่าๆ มันเหนื่อยจนท้อคิดตลอดทางว่า เมื่อไรจะถึงสักที ตอนนั้นแบมเล่นเรือคู่เป็นหลัก ก็มีเพื่อนคุยกันได้ตลอดทาง พอเราไปอยู่จุดนั้น มันทำให้เราคิดได้เลยว่าในหลวงท่านเก่งจริงๆ เพราะเรือที่ท่านแล่นสมัยนั้น เป็นเรือแล่นคนเดียว แถมใบเรือยังหนักกว่าสมัยนี้อีกต่างหาก” นักกีฬาเรือใบหญิงทีมชาติไทยกล่าว

ทั้งหมดนี้เป็นคำยืนยันจากนักกีฬาเรือใบ 2 ยุคที่ต่างก็ยกย่องว่า การแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระปรีชาสามารถที่สูงยิ่ง

ไม่เพียงแค่ความรอบรู้ทางกีฬาเรือใบ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระอัจฉริยภาพ แต่พระองค์ยังทรงมีพระราชหฤทัยที่สุดแข็งแกร่ง บังคับเรือต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการ ทั้งคลื่นลมที่ไม่เข้าใครออกใครและระยะทางที่สุดลูกหูลูกตา ตลอดเส้นทางการแล่นใบครั้งประวัติศาสตร์ได้อย่างไม่มีปัญหา

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบที่ดีของนักกีฬาในทุกชนิด ที่จะต้องมีความพยายาม มุมานะ และอดทนให้มากที่สุด ซึ่งถ้าหากตั้งใจจริงแล้ว ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินไป

อาจจะใกล้กว่าที่เราคิดด้วยซ้ำ…

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/774531